ฟ้าสีเลือด

ฟ้าสีเลือด

ฟ้าสีเลือด Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด เป็นภาพยนตร์สยองขวัญจากเยอรมันที่เล่าของแม่ลูกที่ปรารถนาเดินทางมายังอเมริกาผ่านทางเครื่องบิน แต่ว่าเปลี่ยนเป็นว่าเรือบินที่พวกเขาขึ้นกลับถูกองค์การก่อการร้ายจักจี้ไว้ ความอลหม่านก็เลยเกิดขึ้นตามสภาพ แต่ว่าไม่ใช่ด้วยเหตุว่าผู้คนอย่างเพียงเดียว เป็นเนื่องจากว่าภูติผีปีศาจแวมไพร์ที่อยู่บนเครื่องด้วยการเล่าเรื่องสำหรับเรื่อง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด จะต้องกล่าวตามตรงว่าพล็อตเรื่องหนังเกรดบีมากเลยขอรับ (ฮ่าๆ) หนังไม่มีอะไรเว้นแต่ย้ำเรื่องของแม่แวมไพรที่ต้องคุ้มครองปกป้องจากผู้ร้าย กับคนกลุ่มนึงที่ต้องมาโชคไม่ดีบนเรือบินหายนะนี้ไปด้วย เกือบจะอีกทั้งประเด็นนั้นย้ำที่เครื่องบินเป็นหลักตามสูตรหนังเอาตัวรอดในพื้นที่ปิดตาย จังหวะประเด็นนั้นย้ำเล่าช้าๆค่อยปูเรื่องค่อยๆเป็น ค่อยๆไป เน้นความสยองขวัญขนลุกมากยิ่งกว่าเอาสนุก รวมทั้งมีเพลงประกอบลุ้นระทึกช้าๆคอยคลอเสริมจังหวะลุ้นบางส่วนตลอดเรื่อง ฟ้า สีเลือด มีความดราม่าร้องไห้ของเรื่องแม่ลูกบ้างกระจายกลางทาง น่าจะเหลือเพียงราวๆช่วงหลังเรื่องเพียงแค่นั้นที่จะมองสนุกเป็นหนังแอ็คชั่นเลือดสาดเยอะขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเต็มไปด้วยฉากไล่ล่ารวมทั้งเอาชีวิตรอดกันวุ่นวายวุ่นวาย ทำให้ชักชวนลุ้นดีว่าใครจะอยู่หรือคนไหนกันแน่จะไปตอนไหน ภาวะไหนแต่ในขณะเดียวกัน…เมื่อตัวหนังเริ่มพรีเซ็นท์ได้สนุกสนานขึ้น ช่วงนั้นก็จะเต็มไปด้วยตรรกะเรื่องที่เละเทะหลายจุด เกือบทุกครั้งที่ใครกันแน่ตกลงใจทำอะไรมักจะทำให้พวกเรามีคำถามเรื่องความสมเหตุสมผลตลอด คุณจะอารมณ์เสียกับพฤติกรรมประหลาดๆอารมณ์เสียความโง่เง่าของผู้แสดงบางตัว เบื่อหน่ายนิสัยของผู้แสดงบางชนิดที่ต้องมีในหนังจับกลุ่มคนเอาตัวรอดทุกเรื่อง รวมทั้งท้ายที่สุดคุณก็จะสงสัยว่าแวมไพร์เวอร์ชั่นนี้มีลักษณะเฉพาะตัวเป็นอย่างไร ตายไหมตายด้วยเหตุผลใดได้บ้าง เนื่องจากว่าทั้งยังหัวข้อนั้นหนังมิได้ให้ความแจ่มชัดประเด็นนี้เลย กระทั่งพอเพียงถึงจุดหนึ่งคุณก็จะสงสัยมากขึ้นไปอีกว่ายุคนี้มนุษย์เรามีปืนแล้ว เพราะเหตุใดต้องหาไม้แหลมมาแทงหัวใจแวมไพร์อีก ทำไมไม่ยิงย้ำยัดให้มันจบๆไป แต่งเรื่องสร้างราวให้ยืดยาววุ่นวายไปได้บ่อยจริงๆส่วนด้านความโหดของเรื่อง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด ก็จัดว่าจัดเต็มอยู่ครับผม แต่ว่าสิ่งที่จัดเต็มมีเพียงอย่างเดียวคือเลือดและรอยแผลต่างๆนะ ตัวหนังเองมิได้มีฉากอวัยวะภายในโผล่ หรือมีฉากตัดส่วนประกอบอวัยวะอะไรก็แล้วแต่ให้ได้ดู ภาพรวมความทารุณโหดร้ายก็เลยจัดว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอรับได้ มีแค่เลือดเท่านั้นที่มีปริมาณมากหน่อย ผู้ใดกันแน่กลัวเลือดก็บางครั้งก็อาจจะไม่รอดอยู่ดี แต่ว่าถ้าใครชอบเลือดรับรองว่าดูได้อย่างสำราญใจ สะใจเลือดเต็มจอแน่ๆ!

ลำดับต้นๆของตัวละครที่คนรังเกียจเยอะที่สุด

ท่าจะตกเป็นของ โดโลเรส เจน อัมบริดจ์ จาก หนัง ภาพยนตร์ Harry Potter ครูใหญ่ประจำฮ็อกวอตส์ที่มาแทนที่ดัมเบิลดอร์ ในยุคมืดที่โลกเวทมนตร์คาถา คุณถูกแต่งตั้งด้วยเส้นสายของคนใหญ่โตในกระทรวงที่ส่งเสริมศาสตร์มืด รวมทั้งแปลงเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ห่วยแตกที่สุดเท่าที่ฮ็อกวอตส์เคยมีมา คุณออกกฎข้อปฏิบัติยิบย่อยไม่น่าสนใจ และก็ขัดขวางแฮร์รี่ ฟ้าสีเลือด ผู้กำลังวางแผนต่อสู้กับจอมมารทุกวิถีทาง ทั้งยังสั่งลงทัณฑ์พรรคพวกของแฮร์รี่อย่างไร้เหตุผลอีกด้วยบุคลิกลักษณะของเธอเป็นผู้ใหญ่คร่ำครึหัวเก่า ที่มีความคิดว่าทางของตนเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด มีนิสัยเผด็จการ ไม่ยอมรับฟังเหตุผลของคนอื่นๆ ก็เลยเป็นตัวละครที่คนไม่ใช่น้อยเกลียดเอามากๆ

สำหรับ The White Tiger เล่าเรื่องราวของพลราม ฮาลวัย (อาดาร์ช กอราฟ)

ที่กำลังเขียนอีเมลถึงรัฐมนตรีจีนซึ่งกำลังมาเยี่ยมอินเดีย ระหว่างที่เขาพร่ำบรรยายเนื้อความก็ทำให้เขาหวนคิดกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่วัยเด็กที่เขาเติบโตมาจากหมู่บ้านเล็กๆซึ่งยากไร้เต็มที่ แต่ว่าด้วยความรู้ความรู้ความเข้าใจทำให้เขาพยายามไต่เต้าเองขึ้นมาจากความยากแค้น แต่สิ่งที่เขายังไม่สามารถที่จะก้าวพ้นได้เลยเป็นเรื่องของวรรณะที่เป็นดั่งกำแพงชีวิตทำให้พลรามยังจำเป็นต้องคงจะสถานะเป็นคนต่ำต้อยอยู่ร่ำไปความจนของพลรามอาจจะเป็นปัญหาก็จริง

แต่ว่าความฉลาด (แกมคดโกง) ของพลรามก็ช่วยให้เขาเริ่มไต่เต้าแล้วก็ขยับชีวิตให้ดีขึ้นได้บ้าง จากขี้ข้าร้านขายขนมที่ดูไม่มีอนาคตในถิ่นธุระแห้งแล้ง สู่การไปเป็นคนขับรถให้กับลูกชายมหาเศรษฐีในเมืองใหญ่ พลรามก็เริ่มได้เรียนรู้ว่าในความเป็นจริงแล้วเว้นเสียแต่วรรณะ แล้วแท้จริงอินเดียมีแค่คนมั่งคั่งแล้วก็คนจน และคนยากจนในประเทศประเทศอินเดียก็ไม่ได้ต่างอะไรอะไรจากไก่ในกรง

ที่รอวันถูกเอาไปเฉือนคอให้แปลงเป็นอาหาร เช่นเดียวกันกับข้าทาสที่พร้อมก้มตัวเห็นด้วยโชคชะตาเจ้านายนั่นเองตลอดเส้นทางการบอกกล่าวเรื่องราวของพลรามที่ดูเหมือนกับว่าเหตุการณ์ชีวิตจะพลิกไปพลิกมายิ่ขี้งกว่ารถไฟเหาะตีลังกา ความวุ่นวายในชีวิตของนี่เองคือความสนุกที่เล่นเอาคนดูทายใจผิดเช่นเดียวกันว่าชีวิตของเขาจะบัดซบได้อีกแค่ไหน แล้วเขาจะหลุดออกมาจากวังวนและขยับฐานะตนเองให้แปลงเป็นไปเป็นเจ้าของธุรกิจแบบตอนแรกเรื่องได้ยังไงกัน เมื่อดูในทุกแนวทางแล้ว แทบจะไม่มีปัจจัยใดเลยที่จะผลักเขาให้เดินไปสู่จุดนั้น

ใน หนัง ภาพยนตร์ To the Bone เอลเลน เป็นหญิงสาวในตอนวัยยี่สิบที่เป็นโรคคลั่งผอมบาง

โดยเธอไม่กินอาหารและทำให้น้ำหนักตัวลดลงไปเรื่อยเธออาศัยอยู่กับแม่เลี้ยง โดยที่แม่แท้ๆของคุณทิ้งเธอไปอาศัยอยู่รับประทานกับสตรีอีกคน ส่วนพ่อของคุณก็ไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมช่วยจัดการกับปัญหาให้กับคุณเลย ภายหลังที่ซูซาน แม่เลี้ยงของคุณบากบั่นหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยคุณคนไม่ใช่น้อย เธอก็ได้พบกับแพทย์วิลเลียม เบคแฮม ฃ

ซึ่งหลายคนบอกว่ารักษากับเขาแล้วเห็นผลในระหว่างการดูแลรักษา เอลเลนจำต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านร่วมกับผู้เจ็บป่วยผู้อื่นแล้วก็เธอก็ได้พบกับลุค นักเต้นบัลเลต์ที่กำลังทำงานรักษาไปได้ด้วยดี ที่ประพฤติตนเป็นหัวหน้าทีมและคอยให้กำลังใจทุกคน เอลเลนประสบพบเจอปัญหาหลายสิ่งหลายอย่างระหว่างการดูแลรักษา ทั้งเพื่อนร่วมบ้านที่ยังคงแอบล้วงคอคลื่นไส้

หรือรับประทานยาถ่าย รวมทั้งเธอก็ยังหนีไม่พ้นจากแผลในใจ จากการที่งานศิลปะที่เธอโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์คทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งฆ่าตัวตายเมื่อตามดูหนัง ภาพยนตร์ To the Bone ไปเรื่อยเราจะได้พบว่าเอลเลนนั้นโดดเดี่ยวมากมาย คุณอยู่ในโลกที่ไม่มีใครเข้าใจ คนไม่ใช่น้อยมีความรู้สึกว่าสิ่งคุณเผชิญมันปรับปรุงได้ง่ายอย่างยิ่ง แค่เพียงคุณรับประทานเข้าไป แต่จริงๆแล้วโรคนี้มันซับซ้อนกว่านั้น เนื่องจากว่าคนเจ็บจะมีความคิดว่าเขาไม่อาจควบคุมการกินของตัวเองได้เหมือนคนอื่นหลายคนบางครั้งอาจจะมีความรู้สึกว่าคุณเรียกร้องความพึงพอใจ แม้กระนั้นหากเธอเลือกได้ คุณเองก็ไม่ต้องการเป็นเช่นนั้น

หากแม้หนังจะเดินเรื่องแบบทีเล่นทีจริง

แม้กระนั้นใจความสำคัญในหนังก็กล่าวได้ว่าผู้ชมประเทศโลกที่ 3 อย่างไทยแลนด์ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับผู้แสดงอย่างพลรามที่มานะพยายามและก็จำต้องเจอหน้ากับความเละในสังคม โดยเฉพาะอภิสิทธิ์ชนคนมั่งมีที่ใช้เงินทอง ฟ้าสีเลือด เส้นสายสำหรับเพื่อการเอาชีวิตรอดจากความหยาบช้าร้ายที่ตัวเองก่อขึ้น ทั้งยังหน้าชื่นตาบานอยู่ในสังคมแบบไม่รู้จักหนาวทราบร้อนหลังจากที่พลรามได้มีโอกาสเรียนรู้จาก “คนรวย” เขาจึงซับสิ่งเหล่านั้นมารวมทั้งผงาดตัวเองขึ้นเป็น “พยัคฆินขาว” ในที่สุดคนใดอยากดูหนังเสียดสีสังคม แถมย้อนกลับมามองดูสังคมบ้านเราได้อย่างมีอารมณ์ร่วม The White Tiger คือหนังสนุกที่คุณจำต้องไม่พลาด

หนัง ภาพยนตร์ To the Bone ทำให้สะท้อนหัวใจ

คิดไปถึงค่าความนิยมความงดงามที่กดทับเพศหญิงเอาไว้ หญิงที่งามควรเป็นเพศหญิงที่ผอมบาง ไม่มีไขมันส่วนเกิน ซึ่งภาพกลุ่มนี้ปรากฏอยู่ตามหน้านิตยสาร ในทีวี และก็โซเชียลมีเดีย มันทำให้เพศหญิงอย่างเอลเลนไม่ชอบใจในรูปร่างของตนเอง รวมทั้งคิดคำนวณแคลอรีตลอดเวลาในขณะที่เธอรับประทานอะไรเข้าไป และโน่นเป็นสาเหตุที่ปรับปรุงกลายมาเป็นโรคนี้

จุดแข็งของหนังเป็นทำให้เรารู้เรื่องโรคอะนอเร็กเซียมากขึ้น ผ่านมุมมองที่เห็นใจตัวละครที่เป็นตัวละครเอก แล้วก็เพียรพยายามพาเราค้นลึกลงไปในความคิดของคุณอาหารจากแม่ หนึ่งในความตรึงใจของหนัง To the Boneฉากหนึ่งใน หนัง ภาพยนตร์ To the Bone ที่ประทับใจ คือฉากที่แม่ของเอลเลนเดินมาหาเธอที่เตนท์ และก็พูดว่าคุณต้องการลองป้อนนมจากขวดรวมทั้งกล่อมให้ลูกนอนดู

เพราะเหตุว่านั่นบางทีอาจคลายปมในใจของเอลเลนได้ ซึ่งในตอนแรก เอลเลนมีความคิดว่ามันเป็นความคิดที่แปลกแต่ว่าภายหลังจากแม่ของเธอกล่าวว่าเธอเข้าใจถ้าเกิดเอลเลนจะเลือกความตาย เอลเลนก็เปลี่ยนแปลงความคิด ฉากนี้บางทีอาจเรียกน้ำตาจากหลายท่านได้ เพราะว่ามันทำให้เราระลึกถึงแม่ของพวกเราเป้าหมายดีและต้องการอุปถัมภ์ค้ำชูพวกเราให้เติบโตขึ้นมาอย่างดี ปราศจากบาดแผลต่างๆซึ่งหากแม้พวกเราทุกคนจะมีบาดแผลในวัยเด็กจากบิดามารดากันทั้งนั้น แม้กระนั้นพ่อแม่ของพวกเราก็บากบั่นอย่างดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ ?

ในปีที่หน้าจอหนังจำนวนมากในโลกยังดับมืด

ภาพยนตร์สตรีมมิ่งแปลงเป็นสนามของผู้กำกับมือดี ฟ้าสีเลือด พวกเราบางครั้งอาจจะมอง Netflix กันเป็นสรณะ แต่หนึ่งในหนังดีของปีที่แล้วและก็ตลอดถึงเวทีออสการ์ปีนี้ เป็นหนังชุดที่เรียกรวมๆว่า Small Axe ของผู้กำกับอังกฤษ สตีฟ แมคควีน (ที่พวกเรารู้จักกันจาก Twelve Years a Slave และก็ Shame) ออกฉายเมื่อท้ายปีที่แล้วทาง BBC และลงสตรีมใน Amazon

Small Axe เป็นชุดภาพยนตร์ที่ประกอบด้วย 5 เรื่อง เช่น Mangrove, Lovers Rock, Red White and Blue, Alex Wheatle และ Education แต่ละเรื่องอยู่ภายใต้ธีมเดียวกันแต่มิได้ต่อเนื่องกัน (ด้วยเหตุนี้จะมองแยกก็ได้ ความยาวมีตั้งแต่ว่าชั่วโมงนิดๆถึงสองชั่วโมง) ทั้ง 5 เรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ทรมาน ความสำราญ แล้วก็ความมุ่งมาดของชาวอังกฤษผิวสีเชื้อสายจาไมก้า

ที่ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนในตอนทศวรรษที่ 1970-1990 นักฟังเพลงคงจะคุ้นชื่อซีรีส์ Small Axe ว่าเป็นเพลงดังของ บ๊อบ มาร์เลย์ ศิลปินเรกเก้ชาวจาไมก้าที่โด่งดังมากในอังกฤษ เนื้อเพลงกล่าวถึงการต่อสู้ของผู้ที่ถูกข่มขี่ เปรียบเทียบว่าเจ้าอาณานิคมเป็น “ต้นไม้ใหญ่” รวมทั้งผู้เรียกร้องอิสรภาพคือ “ขวานด้ามเล็ก”หนังอย่างต่ำ 2 เรื่องจาก 5 เรื่องนี้มีสิทธิ์ลุ้นไปถึงออสการ์ ว่ากันว่าถ้าเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีที่ผ่านมาไม่โดนยกเลิกเพราะว่าวัววิด หนังสองเรื่องจากเซ็ตนี้ คือ Mangrove และ Lovers Rock น่าจะอยู่สายประกวดและเป็นหนังดังแห่งปี (อันนี้เห็นด้วย) ถ้าเกิดจะเสาะหามาดูกัน ขอเสนอแนะสองหัวข้อนี้ก่อน ส่วนอีกสามเรื่องในชุดเบาๆตามดูทีหลังได้

ตุ๊กตาตัวนี้มันชอบเคลื่อนที่ได้เอง ตั้งแต่เริ่มตกพื้น แปลงท่านั่ง

จนมันเริ่มย้ายจากอีกห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งถึงแม้ว่าห้องนั้นปิดอยู่ด้วย หนักเข้ามันเริ่มเขียนเนื้อความในกระดาษ Help Us และ Help Lou รวมทั้งนานวันเข้าตุ๊กตาก็เริ่มมีรอยคราบเลือดไม่นานเธอก็ติดต่อคนทรง จนคุณได้รับรู้ว่าวิญญาณที่อยู่ในตุ๊กตาตัวนี้มีชื่อว่า Annabelle Higgins เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 7 ปีที่ตายก่อนที่อพาร์ทเม้นนี้จะถูกสร้าง ร่างทรงบอกเด็กคนนี้อยากอยู่ด้วยทำให้

สองเพื่อนรักสงสารแล้วก็ยอมอยู่ แต่มันไม่ใช่แบบที่พวกคุณคิด มันเริ่มคุกคามเพื่อนชายที่ชื่อ Lou ทั้งมาหาถึงบนเตียง และก็โดนปองร้าย จนท้ายที่สุด Donna ก็ตกลงใจให้ครอบครัว Warren มาช่วยเหลือ ผลคือจริงๆที่สิงในตุ๊กตาตัวนี้ไม่ใช่วิญญาณเด็กหญิง แม้กระนั้นเป็นอมนุษย์ที่ใช้ตุ๊กตาเป็นตัวกลางหลอกว่ามีวิญญาณสิงอยู่ มันอยากสิงร่างคน บทสรุปสำหรับในการติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติในครั้งนี้เป็นครอบครัว

Warren เรียกนักบวชนามว่า Cooke มาประกอบพิธีให้ รวมทั้ง Donna ก็ขอให้ครอบครัว Warren เอาตุ๊กตาไปไว้ด้วยแม้กระนั้นเรื่องมันไม่จบแค่นั้น เนื่องจากว่ากลางทางกลับบ้านที่ตุ๊กตาอยู่เบาะหลัง ครอบครัว Warren จะต้องเจอเรื่องผิดปกติเยอะแยะ อีกทั้งพวงมาลัยกับเบรคไม่ทำงานจนกระทั่งเกือบเกิดอุบัติเหตุหลายคราว จนกระทั่งต้องจอดรถแล้วเอาน้ำมนต์สาดแถมทำเครื่องหมายไม้กางเขน

ถึงจะได้ขับกลับอย่างปลอดภัยตอนมาอยู่ที่บ้านของครอบครัว Warren แรกๆพวกเขาก็มองเห็นตุ๊กตาลอยไปๆมาๆแล้วก็ตกลงเองบ้าง ย้ายที่บ้าง เคยมีบาทหลวงมาบ้านแล้วก็พูดจาไม่ดีใส่ Annabelle จนกระทั่งทำให้ระหว่างขับรถกลับไปอยู่ที่บ้านเขาเกิดอุบัติเหตุปางตาย ดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ครอบครัว Warren จึงสร้างตู้พิเศษขึ้นมาสำหรับ Annabelle โดยเฉพาะอย่างยิ่งไว้ที่พิพิธภัณฑ์ Occult Museum หรือบ้านพวกเขานั่นแหละ กระทั่งมันมีชื่อเสียงรวมทั้งมีคนต้องการมาลองของจนจะต้องเซ่นสังเวยชีวิตคู่ครองวัยรุ่นคู่หนึ่งได้มาเย้าแหย่ Annabelle ทุบตู้มัน กระทั่งโดน Ed ไล่กลับไปอยู่บ้านไป และในระหว่างทางกลับบ้านมอเตอร์ไซต์พวกเขาก็เสียการควบคุมพุ่งชนต้นไม้สิ่งแรก ฝ่ายชายเสียชีวิตคาที่ ฝ่ายหญิงอาการสาหัสนอนโรงพยาบาลนานหลายปี

กลับสู่หน้าหลัก https://cheers-ginza.com/

By wpadmin