ดู ฟ้าสีเลือด

ดู ฟ้าสีเลือด

ดู ฟ้าสีเลือด ที่จำต้องดูมากคือหนังสยองขวัญประเด็นนี้ไม่มีนักแสดงอ่อนเหตุผลหรือไร้ผลดีกับเรื่องเลย ทุกตัวละครที่วางมามีเหตุมีผลกับเรื่องทั้งสิ้น เด็กในเรื่องก็เป็นตัวเอกที่มิได้เป็นภาระของเรื่อง เป็นตัวเอกจริงๆที่มีหน้าที่สำหรับเพื่อการปรับแก้เหตุการณ์ได้ แต่ว่าเลือกยึดติดช่วยแม่มากกว่าอันอื่น (ตรงข้ามกับแม่ที่ทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเพื่อลูกไม่สนใจคนอื่นๆเหมือนกัน) โดยมีคนอิสลามมาเป็นตัวเอกอีกคนที่สำคัญกับเรื่องในทางภาพลักษณ์ติดลบที่ถูกคิดว่าขโมยก่อเหตุร้ายมักเป็นอิสลามไว้ก่อน รีวิว ฟ้าสีเลือด โจรเองก็มีตัวร้ายโรคจิตที่เฉลี่ยวฉลาดสูสีต่อกรกับนางเอกได้ ผู้แสดงผู้โดยสารในตอนวิกฤตอย่างนักศึกษาการบินที่มาขับเครื่องบินแทน ก็มีเหตุมีผลความเป็นมาว่าไม่ใช่บังเอิญมาอยู่บนเครื่องได้แบบที่หนังเรื่องอื่นมักถูกใจใช้กัน แม้แต่นักแสดงแนวสติแตกกับเรื่องที่เกิดขึ้นก็ยังส่งผลสำคัญกับเรื่องโดยไม่ได้ทำให้มีความรู้สึกน่ารำคาญแม้แต่น้อย

THE INTERN ดิ อินเทิร์น โก๋เก๋ากับบอสเก๋ หนังเก่าปี 2015 ที่จะเล่าถึง เบน วิทเทเกอร์ (รับบทโดย โรเบิร์ต เดอ นิโร) ชายชราวัย 70 ปี ที่ได้ไปสมัครเป็นเด็กฝึกงานของบริษัทขายเสื้อผ้าออนไลน์ของ จูลส์ ออสติน (สวมบทโดย แอนน์ แฮททาเวย์) เจ้าของกิจการไฟแรง แม้กระนั้นทั้งสิ้นนั้นเต็มไปด้วยปัญหาทั้งยังเรื่องของงาน อีกทั้งเรื่องครอบครัว เบน ก็เลยยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดทั้งสิ้น

THE INTERN ดิ อินเทิร์น โก๋เก๋ากับบอสเก๋ ได้ แนนซี เมเยอร์ จาก It’s Complicated (2009), The Holiday (2006), Something’s Gotta Give (2003), What Women Want (2000) รับหน้าที่ดูแล พ่วงด้วยดาราหนังรางวัลออสการ์อย่าง โรเบิร์ต เดอ นิโร และก็ แอนน์ แฮททาเวย์ มารับบทนำของเรื่องนี้ นอกจากยังมีนักแสดงอย่าง เรเน รุสโซ, แอนเดอร์ส โฮล์ม, อดัม ดีไวน์ และ คริสตำหนิน่า แชเรอร์ ร่วมแสดงขอรับ

เรื่องย่อของ THE INTERN ดิ อินเทิร์น โก๋เก๋ากับบอสเก๋ไก๋ เล่าถึง เบ็น วิทเทเกอร์ (โรเบิร์ต เดอ นิโร) พ่อม่ายวัย 70 ปี ผู้ไม่อยากดำเนินชีวิตหลังเกษียณอายุให้หมดไปวันๆเขาก็เลยมาสมัครเป็นพนักงานทดลองงานในบริษัทเว็บไซต์ด้านแฟชั่น ซึ่งตั้งแล้วก็บริหาร โดย จูลส์ ออสติน (แอนน์ แฮทธาเวย์) เบ็น ได้รับมอบหมายให้เป็นเด็กฝึกงานในทีมของ จูลส์ ผู้ครอบครองบริษัทสาวรุ่นใหม่ไฟแรงที่แทบไม่มีเวลาว่างเลย การได้กลับมาปฏิบัติงานของ

เบ็น ทำให้เขาได้พบกับสังคมใหม่ของคนวัยหนุ่มวัยสาวที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบแล้วก็สบายด้วยเทคโนโลยี แต่ เบ็น ยังคงเป็นผู้ใหญ่ที่โลว์เทคในสายตาของคนภายในที่ทำงาน ดู ฟ้าสีเลือด เขายังคงใช้เครื่องคิดเลข นาฬิกาตั้งโต๊ะ สมุดจด โทรศัพท์รุ่นฝาพับ ซึ่งทุกๆสิ่งทุกๆอย่างแทบจะไม่สำคัญเลยเนื่องจากว่ามันถูกใส่ลงสมาร์ทโฟนหมดแล้ว

ด้วยความว้าวุ่นในการทำงานของ จูลส์ เธอยืนกรานว่าไม่อยากพนักงานฝึกการทำงานอาวุโสมาเป็นผู้ช่วยของเธอ แต่ในที่สุดเรื่องราวสุดตรึงใจก็เกิดขึ้น เมื่อ เบ็น พากเพียรเข้าไปช่วยงานของ จูลส์ แล้วก็เข้าไปมีส่วนช่วยให้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในชีวิตที่วุ่นวายของคุณราบรื่นขึ้นมา

มากล่าวถึงดารากันบ้าง อีกทั้ง 2 ดารานำแสดงได้ดิบได้ดีมากๆคือเท่และเข้าถึงอารมณ์ทั้งสองเลย (มีบางมุมตัวร้ายแอบรำลึกถึง B-King อยู่นะ 555) รวมทั้งตัวละครเลดี้บอย ที่พวกเราคิดว่ามันมีความจำเป็นในความไม่จำเป็นอยู่ พอใช้ละครนี้แสดงตัวขึ้นมาเราทราบเลยว่าตอนจบหนังจะจบยังไง แต่มันก็มีความจำเป็นต่อตอนจบไง แต่ในระหว่างทางก็มองไม่เห็นจะมีความจำเป็นสักเท่าไหร่ สู้ให้พระเอกจัดการเองทั้งหมดก็คงน่าดึงดูดมากยิ่งกว่า

ในกลางทางนั้น หนังยังมีตัวละครประกอบเป็นคนไทยอยู่บ้าง ซึ่งแน่นอนว่ามันมีอีกทั้งดีและไม่ดี บางตัวละครนี้มองไม่ธรรมชาติเลย ขัดกับหนังมากมาย ดูเหมือนท่องบท แต่ว่าบางนักแสดงก็สามารถกล่าวได้อย่างลื่นไหลรวมทั้งกลมกลืนกระทั่งน่าปรบมือให้จริงๆ

มันคือหนังแอ็คชันเกาหลีที่ถ่ายทำในไทยกว่า 80%

แม้กระนั้นพวกเราไม่ค่อยคุ้นมากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่จำเป็นต้องใช้เพื่อแอ็คชัน ด้วยภาพรวมองค์ประกอบ อาคารราบ้านช่องในฉากนั้นๆส่งบรรยากาศฉากแอ็คชันแต่ละฉากก้าวหน้ามากๆมันยิ่งทำให้หนังมองโก้เก๋เข้าไปใหญ่ อารมณ์เสมือนหนังประเทศฮ่องกงแอ็คชันรุ่นเก่าๆมันก็เลยทำให้แอบนึกเสียดายไม่ได้ว่าจริงๆโลเคชั่นบ้านเรานี่เท่มากเลยค่ะ เหมาะสมแก่กระบวนการทำหนังแอ็คชันบู๊ๆมันๆหลายที่เลยเราก็ต้องการที่จะให้ผลงานไทยออกมาในแบบอย่างโก้ๆนี้บ้างแบบเดียวกัน

สรุปแล้ว Deliver Us From Evil เป็นหนังที่มองไม่ยาก รู้เรื่องได้ง่ายๆ เนื้อเรื่องก็หนังสูตรของพวกนักฆ่าทั่วๆไป ไม่ได้ดราม่าจ้ะน้ำตาแตก แม้กระนั้นจุดแข็งมันอยู่ที่ฉากแอ็คชันที่โคตรโก้เก๋จริงๆ

THE INTERN ดิ อินเทิร์น โก๋เก๋ากับบอสเก๋ เป็นหนังอารมณ์เบิกบานที่พร้อมเสริฟความฮาจนกระทั่งแก้มคุณจะต้องปริ หนังเรื่องนี้ล่ะที่ทำให้พวกเราสามารถยิ้มได้เกือบตลอดทั้งเรื่องเพราะว่าการแสดงของ โรเบิร์ต เดอ นิโร ที่สามารถเรียกได้เลยว่าสมราคาผู้แสดงรางวัลออสการ์จริงๆหนังเล่นถึงเรื่อง Generation Gap หรือ ความแตกต่างระหว่างวัย เจริญมาก ถึงตัวเบน จะเป็นชายวัยเกษียณอายุ เขาก็ไม่ได้ประพฤติตนเป็นน้ำเต็มแก้ว แม้กระนั้นเขานั้นกลับมานะปรับตัว ศึกษา และก็ทดลองสิ่งใหม่ๆเพื่อให้เข้าใจวัยเอ๊าะๆเยอะขึ้น

และหนังยังสะท้อนปัญหาต่างๆของวัยเอ๊าะๆอย่างการทำงานจนไม่ว่างให้กับอะไรเลย ต่อให้ครอบครัวของตน ซึ่งทั้งหมดมันก็เกิดเรื่องจริงในสมัยปัจจุบันนี้เลยล่ะ

ส่วนการเล่าเรื่องนั้นหนังค่อนข้างจะทำออกมาได้ดิบได้ดีเลย ดู ฟ้าสีเลือด รวมไปถึงการแสดงของหนังแสดงก็ทำได้ดีไม่แพ้กับตัวบท เฉพาะสองดาราหนังเจ้าของรางวัลออสการ์บอกเลยว่าถูกใจที่ตรงนี้มากมายขอรับ ซึ่งหนังราวกับจะแบ่งเป็นสองพาร์ทใหญ่ๆโดยในตอนครึ่งแรกหนังจะเป็นแนวเฮฮาที่ดูแล้วจำเป็นต้องยิ้ม

แต่ส่วนท้ายกับแปลงเป็นหนังชีวิต ที่สอนให้เข้าใจการใช้ชีวิตให้มากขึ้นที่ดูแล้วน้ำตาซึมแน่ๆ ซึ่งทั้งสิ้นมันเข้ากันได้ดีมากกับหนังเรื่องนี้ใน THE INTERN ดิ อินเทิร์น โก๋เก๋ากับบอสเก๋ไก๋ THE INTERN ดิ อินเทิร์น โก๋เก๋ากับบอสสวย หนังฟิลกู๊ด ร่าเริงแจ่มใส ที่มองบันเทิงใจมองเพลินอีกหนึ่งเรื่อง แถมสอนให้รู้เรื่องชีวิตเยอะขึ้น ว่าไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างไม่ยากเย็นๆและไม่มีอะไรที่เพอร์เฟ็คไปสะทุกเรื่อง

เป็นหนังที่สร้างมาจากข้อเท็จจริงของความกล้าหาญจากวีรบุรุษที่โลกลืม William H. Pitsenbarger ทหารอากาศที่ยอมสละชีวิตตัวเองโรยตัวลงมาเพื่อช่วยชีวิตพลลาดตระเวนกว่า 60 นายท่ามกึ่งกลางการทำศึกเวียดนาม แต่ความกล้าหาญเขาก็ถูกเลือน จนทำให้เพื่อนร่วมรบและทหารที่รอดจากเรื่องนั้นต่างใช้เวลาเกิน 30 ปี เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับวีรบุรุษผู้นี้ ด้วยการเสนอชื่อให้เขาได้รับเหรียญที่เกียรติศักดิ์ชั้นสูงสุด

แปลทำนองว่า “…โน่นมาจากผู้วายชนม์อันทรงเกียรติทั้งหลายแหล่ที่ยอมสละทุกๆอย่างสำหรับในการซื่อสัตย์ภักดีอย่างเต็มองอาจในวาระสุดท้ายของชีวิต”

หนังเดินเรื่องผ่านนักแสดงสมมุตินามว่า Scott Huffman (Sebastian Stan)

เจ้าหน้าที่ระดับกึ่งกลางของเพนตากอน ที่ได้รับเรื่องให้ไปตามเรื่องราวการรายงานขอเลื่อนฐานะเหรียญกล้าหาญเป็นเหรียญที่เกียรติ ทำให้เขาต้องไปเจอกับสหายทหารทั้งหลายแหล่ ร้อยเรียงข้อมูล ตัดสลับกับการเล่าเรื่องในช่วงจุดเกิดเหตุจริงๆเลยทำให้ความน่าดึงดูดใจหนังมากขึ้นมา

แต่ว่าในความน่าดึงดูดใจนั้นก็มีความเหนื่อยหน่ายอยู่ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากว่าหนังคล้ายกับสารคดีไปสัมภาษณ์คน นั่งกล่าวๆเล่าเหตุ ซ้ำไป วนไป วนมา ตามหาข้อเท็จจริง มันก็เลยกลายเป็นหนังเรื่อยไปสักหน่อย

แม้ว่าจะมีความ “ลับ” อะไรบางอย่างของเหตุการณ์จริงในครั้งนี้ที่ทำให้เหตุมันน่าเคลือบแคลงดวงใจ รวมทั้งตัวนำจำเป็นต้องเอาหน้าที่การงานเข้าแลกเปลี่ยน ไอ้ส่วนนี้แหละ ที่มันดูเหมือนจะมีอะไร แต่เอาเข้าจริงมันไม่ได้มองเห็นการเสี่ยงหรือจุดอันตรายจากเรื่องนี้สักเท่าไหร่เลย เลยเปลี่ยนเป็นปัญหาเล็กๆก่อนหน้าที่ผ่านมาและผ่านไป

หากแม้หนังจะตัดสลับเล่าเรื่องปัจจุบันนี้กับเรื่องในสนามรบที่ผ่านมา 30 ปี แต่ว่าในพาร์ทของสนามรบมองไม่ค่อยน่าสนใจมากแค่ไหน มิได้เห็นความยิ่งใหญ่ น่าทึ่งหรือน่าประทับใจของการช่วยชีวิตของ William H. Pitsenbarger สักเท่าไหร่เลย ทราบเพียงแต่ว่ามันมีเหตุอย่างงี้เกิดขึ้นแค่นั้น พาร์ทนี้ถ้าทำออกมาดีๆมันจะก่อให้หนังอินมากกว่านี้เยอะ

ซึ่งจุดอินจริงๆจากในหนังหัวข้อนี้มาจากบทสำหรับพูดต่างๆของนักแสดงที่เกี่ยวกับ William H. Pitsenbarger ทั้งหมด แม้มันจะค่อนข้างจะเป็นคำคม จุก ชนหัวใจ ดู ฟ้าสีเลือด น่าประทับใจมากเกินจริงไปหน่อย แม้กระนั้นมันก็ทำให้เราได้ประทับใจถึงความกล้าหาญอันหาญกล้าของ William H. Pitsenbarger ก้าวหน้าจริงๆหลายฉากนี้น้ำตาคลอตามอย่างยิ่งจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากส่วนท้ายเรื่องที่ประธานาธิบดีกล่าว เล่นเอาซึ้งกระทั่งเกือบน้ำตาไหล ซาบซึ้งใจสุดๆแถมยังเกือบทำให้เรายืนขึ้นในโรงเลยทีเดียว (ต้องการทราบว่าทำไมจะต้องลองไปดูด้วยตัวเอง).

ทัพนักแสดงนี่เด่นๆดังๆทั้งหมด แม้กระนั้นที่เด่นมากๆคือ การแสดงของ William Hurt, Ed Harris และ Christopher Plummer ที่ฉากดราม่าทีไรแทบจะเล่นเอาเราน้ำตาคลอเบ้าได้ดูเหมือนจะทุกฉากเลย แม้กระนั้นการแสดงที่เฉยๆจนน่าเสียดายคือการแสดงของ Sebastian Stan ในบท Scott Huffman และการแสดงของ Jeremy Irvine ในบท William H. Pitsenbarger

กลับสู่หน้าหลัก https://cheers-ginza.com/

By wpadmin