กลยุทธ์ ทาง การตลาด

Bywpadmin

Aug 24, 2021 , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
กลยุทธ์ ทาง การตลาด

กลยุทธ์ ทาง การตลาด

กลยุทธ์ ทาง การตลาด สำหรับเพื่อการทำการตลาด ไม่ว่าคุณจะมีความต้องการที่สวยงาม แนวความคิดที่ดีงาม หรือแสดงวิสัยทัศน์ได้เลิศแค่ไหน ถ้าเกิดคุณไม่มีอุบายที่ดี สิ่งที่คุณวาดไว้มันคงจะเกิดขึ้นจริงไม่ใช้ว่าจะง่ายๆด้วยเหมือนกัน ถ้าหากคุณมีแต่ว่าแทคติกหรือแนวทางเชิงลึกสำหรับการทำบางอย่างโดยไม่มียุทธวิธี คุณก็จะขาดการมองเห็นภาพที่กว้างกว่ารวมทั้งขาดความรู้ความเข้าใจเหตุและผลของการลงมือกระทำของคุณยุทธวิธีเป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง กลยุทธ์ทางการตลาด รวมทั้งเป็นตัวเชื่อมวิสัยทัศน์และแทคติก/แนวทาง ทำให้การตลาดของคุณเกิดขึ้นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพในบทความนี้ ผมจะมาแชร์กลยุทธ์การขายเท่าที่คิดออก (ณ ขณะที่เขียน) ซึ่งกลยุทธ์ที่ผมจะเอามาแชร์นั้น ไม่มีตัวไหนดีเยี่ยมที่สุด นอกจากนั้นแล้วในแทบทุกเหตุการณ์ การใช้ยุทธวิธีมากยิ่งกว่า 1 อย่างก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ ดังนั้นหลังจากที่อ่านจบแล้ว ผมชี้แนะให้ทดลองเอาไปคิดแล้วก็ลองผสานมันกับกลยุทธ์ตลาดของคุณดูครับผม

กลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้ได้จริง

1.ยุทธวิธีการตลาดแบบขาด (Scarcity Marketing)

Scarcity Marketing แปลเป็นไทยกล้วยๆว่าการตลาดแบบขาดแคลนตั้งอยู่บนแนวความคิดที่ว่าคนเราชอบไม่สนใจสิ่งที่อยู่จำนวนมากเหลือเฟือ แต่มักจะคร่ำครวญหาสิ่งที่ขาดแคลนยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณเดินเข้าไปในห้าง แล้วคุณพบเสื้อผ้า 3 ร้านขายเสื้อผ้าแบบเดียวกัน แต่ป้ายบอกราคาที่เขาติดแตกต่างกันยกตัวอย่างเช่น

1.เสื้อตัวนี้ราคา 500 บาท

2.เสื้อตัวนี้ราคา 1,000 บาท พิเศษ! ลดเหลือ 500 บาท

3.เสื้อตัวนี้ราคา 1,000 บาท พิเศษ! ลดเหลือ 500 บาท โปรโมชั่นนี้ใช้ได้เพียงแค่วันนี้เท่านั้น!เป็นคุณ คุณจะเลือกซื้อเสื้อร้านค้าไหนขอรับ?เมื่อใดก็ตามผมเข้าไปหาเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ใน Booking หัวใจหนึ่งก็จะบอกตัวเองว่าใจเย็นๆค่อยเลือก กลยุทธ์ ทาง การตลาด อีกดวงใจก็บอกตนเองว่าจะต้องจองเลย ประเดี๋ยวมันจะเต็มแล้วอดไปนะ ท้ายที่สุดดวงใจแบบหลังมักจะชนะใจแบบแรกอยู่ตลอดขอรับ ฮา

Shifu เสนอแนะทั้งนี้การทำ Scarcity Marketing ควรจะเป็น Scarcity Marketing จริงๆถ้าคุณปิดป้ายราคาลดเหลือ 500 บาท​โดยที่พูดว่าโปรโมชั่นใช้ได้เพียงแค่วันนี้ แต่ว่า 2 วันต่อมา คนมายังร้านค้าคุณแล้วยังเห็นโปรโมชั่นแบบเดิมมันก็น่าจะเป็นการตลาดที่ไม่ซื่อตรงนัก จริงไหมนะครับ?

2.ยุทธวิธีการตลาดแบบลองฟรีก่อน

จ่ายทีหลังการเปิดโอกาสให้ลูกค้าของคุณได้ทดสอบผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณก่อน เป็น Give ก่อน Take ยิ่งคุณให้ก่อนได้มากเท่าไหร่ จังหวะที่คุณจะได้รับกลับมายิ่งมากเพียงแค่นั้นถ้าเป็นโลกดิจิทัล ตัวอย่างที่จะเห็นอยู่เสมอๆก็จะเป็นธุรกิจประเภทซอฟต์แวร์ (SaaS) ที่มาในแบบ Freemium Model เป็นใช้ฟรีนิรันดร (แต่จำกัดฟีพบร์) ถ้าอยากได้ฟีพบร์แบบพรีเมียมจะต้องชำระเงินแบบอย่างที่คุณเข้าไปเรียนเพิ่มเติมได้อาทิเช่น Google Drive, Trello และก็ Evernote

เป็นต้นหรือถ้าเป็นโลกออฟไลน์ แบบอย่างที่จะเห็นบ่อยมากก็จะเป็นการแจก Sample ของผลิตภัณฑ์ในห้างให้คนทดลองรับประทานหรือทดลองเอากลับไปอยู่บ้านไปใช้ก่อน ถ้าหากใช้แล้วถูกใจก็ค่อยซื้อนะครับ ผมเคยอยู่ครั้งนึงที่ไปงานอีเวนต์ที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และเขาเอา Texas Chicken (ผมยังไม่เคยกิน) มาแจก ซึ่งภายหลังจากครั้งนั้น ผมก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Texas Chicken เลยครับทั้งนี้

ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะให้ลูกค้าไปทดลองใช้ฟรีๆก่อนได้ (ดังเช่นว่าของที่มีราคาแพงหรือมีความสลับซับซ้อนสูง) ผมชี้แนะว่าถ้าสินค้าหรือบริการที่คุณขายเป็นในลักษณะนี้ สิ่งที่คุณสามารถให้ออกไปฟรีๆก่อนได้เลยคือ “วิชาความรู้” ครับ อย่างของ Content Shifu เองก็มีบทความให้คุณได้อ่านได้ฟรีๆโดยที่ไม่เสียเงินเสียทองอยู่ครับผมให้ท่านค่าก่อนรับคุณประโยชน์แล้วก็คุณจะกลายเป็นคนที่มีคุณค่าครับผม

3.อุบายงานอีเวนต์ (Event Marketing)

แบบจัดเองไม่ว่าโลกออนไลน์จะมาแรงสักมากแค่ไหน กลยุทธ์ ทาง การตลาด แม้กระนั้นมนุษย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์สังคมก็ยังคงอยากปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์บุคคลอื่นแบบตัวเป็นๆอยู่ดีการจัดอีเวนต์เป็นอีกหนึ่งในยุทธวิธีทางการตลาดที่จะวางตำแหน่งให้คุณเป็นผู้นำหรือเป็นคนที่รู้ในประเด็นนั้นๆดังเช่นว่าการที่ Priceza (เว็บไซต์เทียบราคามีชื่อของไทย) จัดงาน Priceza E-Commerce Summit ขึ้นมาเพื่อบอกเขาพวกเขาเป็นผู้นำทางด้าน E-Commerceหรือการที่ Wisesight (แพล็ตฟอร์ม Social Listening ชื่อดังของไทย)

จัดงาน Thailand Zocial Award ขึ้นมาเพื่อบอกเขาพวกเขาเป็นผู้นำทางด้าน Social Media Marketingนอกเหนือจากงาน Event หรือ Conference ขนาดใหญ่แล้ว การจัดงานการประชุมเพื่อชวนคนมาฟังในเรื่องที่คุณช่ำชอง (ไม่ว่าจะเป็นฟรีหรือมีค่าใช้จ่าย) ก็เป็นสิ่งที่ทำเป็นด้วยเหมือนกัน เช่นถ้าคุณให้บริการเรื่องบัญชี คุณก็บางทีอาจจะจัดประชุมสัมมนาเรื่องบัญชีขึ้นมา หรือถ้าคุณขายชา คุณก็บางทีอาจจะจัดประชุมสัมมนาเรื่องกรรมวิธีการชงชาขึ้นมา ฯลฯ

4.ยุทธวิธีงานอีเวนต์ (Event Marketing)

แบบเข้าร่วมถ้าหากการจัดอีเวนต์ด้วยตัวเองเป็นเรื่องใหญ่และไกลเกินตัวของคุณไป มีอีกแนวทางที่ง่ายดายเสียยิ่งกว่านั้นแต่ว่าถ้าเกิดปฏิบัติดีๆก็ได้ผลสรุปเช่นกัน นั่นก็คือเปลี่ยนจากการที่เป็นคนจัดมาเป็นคนที่เข้าร่วมงานอีเวนต์แทนการที่คุณเข้าร่วมอีเวนต์ที่เกี่ยวกับงานหรือธุรกิจที่คุณทำอยู่จะก่อให้คุณได้เผชิญคนกลุ่มใหม่ๆที่คุณอาจจะไม่ได้เจอพวกเขาบนโลกออนไลน์ และก็คุณจะเจอโอกาสที่ช่วยทำให้คุณสามารถทำการตลาดให้กับตัวคุณหรือผลิตภัณฑ์/

บริการของคุณได้เสริมเติมคำแนะนำของผมเป็นนอกเหนือจากที่คุณไปร่วมงานอีเวนต์ที่เกี่ยวโยงกับคุณตรงๆแล้ว บางทีก็อาจจะลองหาอีเวนต์ที่เกี่ยวกับคุณในทางอ้อมๆบ้างยกตัวอย่างเช่นถ้าเกิดคุณให้บริการขอความเห็นทำบัญชี งานอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับคุณตรงๆก็จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับบัญชี แต่งานอีเวนต์แบบอ้อมๆที่สามารถช่วยคุณได้ประโยชน์ก็บางทีก็อาจจะเป็นอีเวนต์เกี่ยวกับธุรกิจ

หรืออีเวนต์เกี่ยวกับ Startup (เพราะว่าคนกลุ่มนี้ต้องการบริการทางด้านบัญชีแน่ๆไม่มากมายก็น้อย)ไหมคุณก็บางครั้งอาจจะหาช่องทางเข้าร่วมงานอีเวนต์ที่ช่วยสร้างโครงข่ายเพิ่มเติมก็ได้ ที่ดังๆที่ผมเพียงพอจะรู้จักก็อย่างเช่น BNI, ABC หรือ DEF ฯลฯหลายครั้งในเวลาทำการตลาด Know How อย่างเดียวไม่พอ จำเป็นต้อง Know Who ด้วย

5.ทำ Public Speaking

การไปกล่าว (หรือได้รับชักชวน) ไปบอกในงานต่างๆก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำหรับการทำการตลาดที่สำเร็จลัพธ์ในวงกว้าง ถ้าเกิดประพฤติดีๆคุณจะได้ลูกค้าหรือได้พื้นที่สื่อโดยที่คุณไม่ต้องเสียตังค์ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เลยแม้กระทั้งบาทเดียวฟังเหมือนจะดีทุกๆสิ่งทุกๆอย่างแล้วก็ดูทำไม่ยาก แต่ตอนทำ Public Speaking จริงๆทำออกมาให้ดี ไม่ง่ายเลย ด้วยเหตุว่าถ้าจะทำ Public Speaking

ให้ดีโดยที่ให้วกกลับมาหัวข้อการทำการตลาดให้กับตัวคุณหรือธุรกิจของคุณแล้ว การเตรียมตัวเป็นเรื่องจำเป็น โดยสิ่งที่คุณจำเป็นต้องเตรียมเป็นเนื้อหาสิ่งจำเป็นในส่วนนี้คือเนื้อหาของคุณจำเป็นต้อง “เกี่ยวเนื่อง” กับผู้ฟัง กลยุทธ์ ทางการตลาด รวมทั้งจำต้องไม่เน้นย้ำขายคนที่ทำตรงส่วนนี้ไม่เป็นจะเน้นย้ำMLMๆแบบไม่เนียน แม้กระนั้นคนที่ทำเนื้อหาเก่งจะย้ำให้ท่านค่าแล้วค่อยขายแบบเนียนๆซึ่งแนวทางการทำตรงส่วนนี้ให้ดีคือจำเป็นที่จะต้องเน้นทำเนื้อหาที่คุณมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่คนฟังอยากฟังก่อน

จากนั้นค่อยเติมสิ่งที่คุณต้องการจะพูดเข้าไป Shifu แนะนำแนวทางการทำ Public Speaking นั้น สิ่งจำเป็นอีกอย่างคือกระบวนการทำ Public Speaking ให้กับ Audience ที่เกี่ยวเนื่อง ประโยชน์มันคงน้อยลงถ้าคุณทำ Public Speaking หัวข้อการขาย แต่ว่าผู้ฟังเป็นข้าง IT Support จริงไหมนะครับ?

ถ้าคุณจำเป็นต้องทำ Public Speaking ให้กับคนเป็นจำนวนมากหรือทำ Public Speaking ในหัวข้อที่คุณยังไม่เคยพูดมาก่อน กลยุทธ์ ทาง การตลาด การฝึกซ้อมเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับซึ่งข้อเสนอแนะของผมเกี่ยวกับการฝึกซ้อมซึ่งสามารถเริ่มทำเป็นกล้วยๆเป็นการลองฝึกบอกหน้ากระจกหรือไม่ก็ฝึกบอกให้คู่หูหรือคนที่อาศัยอยู่ในครอบครัวฟังครับผมยิ่งฝึกซ้อมเยอะแค่ไหน การร้อยเรียงเรื่องราวจะยิ่งไหลลื่นขึ้นนะครับ

6.กลยุทธ์ด้านการตลาดแบบบอกต่อ (Referral Marketing)

กลยุทธ์การตลาดแบบบอกต่อ (Referral Marketing) มีแนวคิดที่ว่า “หากคุณมีความรู้สึกว่าสินค้าหรือบริการของพวกเราดี เอาไปเสนอแนะสหายต่อสิ นอกเหนือจากเพื่อนฝูงของคุณจะได้ประโยชน์แล้ว เรายังมีประโยชน์เพิ่มอีกให้กับคุณด้วย”แบบอย่างที่ผมถูกใจที่สุดแบบอย่างนึงเป็นของ Dropbox ซึ่งเป็นบริการฝากไฟล์ครับ (ราวกับๆกับ Google Drive แล้วก็ One Drive)สิ่งที่ Dropbox ทำเป็นการบอกผู้ที่ใช้บริการของเขาว่าถ้าคุณสามารถชวนเพื่อนฝูงมาใช้บริการได้ 1 คน

คุณจะได้พื้นที่เก็บไฟล์มากขึ้น 500 MB (สูงสุด 16 GB) ยิ่งชักชวนมาก ยิ่งได้พื้นที่มากมายซึ่งจากแนวทางการทำแบบงี้ทำให้พวกเขาเพิ่มคนใช้งานจากแค่ 100,000 คนภายในปี 2008 มาเป็น 4,000,000 คนภายในปี 2009 หรือภายในเวลาเพียงแค่ 15 เดือนหากคุณต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิด Referral Marketing ของ Dropbox เสริมเติม สามารถมองได้จาก Slide ข้างล่างนะครับ

7.ยุทธวิธีการขายแบบช่วยขาย (Affiliate Marketing)

ยุทธวิธีด้านการตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate Marketing) มีความคล้ายคลึงกับ Referral Marketing ในเรื่องของการบอกต่อ แม้กระนั้นจุดที่ต่างคือ Affiliate Marketing จะต้องเกิดการซื้อขายจริงๆคือผู้ขายอยากได้ของได้จริงๆและผู้ที่นำสินค้าหรือบริการไปโปรโมต ถ้าเกิดขายได้จะได้รับก็จะเป็นเงินจริงๆด้วยเหมือนกันในความเห็นของผมแนวทางการตลาดแบบนี้เป็นเลิศในกระบวนการทำการตลาดที่คุณภาพดีเยี่ยมๆครับ นักการตลาดแบบช่วยขายจำเป็นต้องปฏิบัติงานให้คุณอย่างมากเพื่อจะได้แน่ใจว่าเขาจะขายของของคุณได้ (และก็ทำให้เขาได้ค่าช่วยขาย)

8.กลยุทธ์การขายแบบร่วมมือ (Partnership)

ธุรกิจแต่ละธุรกิจ แบรนด์แต่ละแบรนด์มีฐานผู้ติดตามหรือฐานลูกค้า (เรียกง่ายๆว่าฐานแฟนคลับ) ของตนซึ่งการจะขยายฐานแฟนๆนั้นทำเป็นยาก กลยุทธ์ ทาง การตลาด จำเป็นต้องใช้เวลา เนื่องจากว่ากลุ่มเป้าหมายมักจะเป็นกลุ่มที่ใกล้เคียงกับฐานเดิมอยู่แล้วแม้กระนั้นกระบวนการทำ Partnership จะช่วยประหยัดเวลาสำหรับการสร้างฐานแฟนๆลงไป เพราะเหตุว่าคุณสามารถกระทำการ “แลกเปลี่ยน” แฟนคลับกับแบรนด์อื่นได้ตัวอย่างของไทยที่ผมเคยได้เห็นและก็นึกออกเป็นวิธีการทำ Partnership

ระหว่าง Bonchon และก็ After You สร้างรายการอาหารเด็ดชื่อว่า Chicken Toast ขึ้นมาตัวอย่างของนอกที่ผมต้องการชูมาคือวิธีการทำ Partnership (Collaboration) ระหว่าง HubSpot (Inbound Marketing Software กับ Canva (Graphic Design Software) ที่ด้วยกันแจก “195+ Visual Marketing Design Templates” ให้คนดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี ซึ่งการร่วมมือกันคราวนี้ทำให้ HubSpot ได้ Template ดีๆมาแจกและได้ Canva (ซึ่ง Mass กว่า) ช่วยขยายฐานผู้ใช้ ส่วน Canva เองก็ได้ฐานลูกค้าที่พรีเมียมมากมายข้ึน (ซอฟต์แวร์ของ HubSpot แพงสูง คนไหนกันแน่ที่จ่าย HubSpot ไหว ก็จะจ่าย Canva ได้อย่างสบายๆ)ไปคนเดียวไปได้ไกล ไปร่วมกันไปได้ไกลกว่า

9.ยุทธวิธีการขายผ่านผู้มีอำนาจทางความนึกคิด (Influencer Marketing)

Influencer Marketingหมายถึงการทำให้ผู้มีอำนาจทางความคิดเอ่ยถึง เขียนถึง อ้างถึง สินค้าหรือบริการของคุณ (ในอดีตกาล ผู้มีอำนาจทางความนึกคิดอาจะเป็นดาราเป็นหลักแต่เดี๋ยวนี้คนเดินดินที่มีผู้ติดตามก็สามารถเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดได้เช่นกัน)ในความคิดเห็นของผมจุดมุ่งหมายหลักของแนวทางการทำ Influencer Marketingหมายถึง

1. กระตุ้นแคมเปญการตลาด

2. ซื้อ Audience หรือ Branding ของผู้มีอิทธิพลทางความนึกคิด

3. ให้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบอกเรื่องที่คุณไม่สมควรพูดเองข้อ 1 แล้วก็ข้อ 2 น่าจะเป็นข้อธรรมดาที่คุณประโยชน์จะเคยเห็น แต่ข้อ 3 ผมขอยกตัวอย่างเพิ่มครับถ้าสมมุติว่าคุณทำเครื่องสำอางโดยที่คุณโด่งดังในเรื่องของสตรีสำหรับเพศหญิง แล้วอยู่มาวันนึงคุณเปิดตัวสินค้าใหม่ที่เป็นเครื่องสำอางสำหรับผู้ชาย การที่คุณเล่าว่าคุณสมบัติของเครื่องแต่งหน้าแบบใหม่ของคุณดีอย่างไร

มันก็คงไม่ดีเท่ากับว่าให้เพศชาย (ที่มี Audience แล้วก็ Branding ตรงกับที่คุณต้องการ) พูดให้ จริงไหมครับผม?คุณอาจจะคิดว่ากระบวนการทำ Influencer Marketing ควรต้องใช้งบประมาณเยอะๆ แม้กระนั้นในความเป็นจริงแล้วไม่เสมอไปขอรับ ตอนนี้มี Influencer Marketing Platform หลายดังเช่นว่า Tellscore และ Revu ที่ช่วยให้คุณเข้าถึง Micro Influencer ในราคาด้ามจับต้องได้ครับ

กลับสู่หน้าหลัก https://cheers-ginza.com/

By wpadmin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *